Category สุขภาพ

ดูแลร่างกายด้วยการ ทานไข่วันละฟอง

ทำไมต้องทานไข่วันละฟอง ?
เพราะไข่ไก่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารต่างๆ ที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น ลดการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ และคอลเรสเตอรอล อย่างไรก็ตามวันนี้ เราลองมาดูกันหน่อยว่า ไข่ นั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย เพราะในไข่มีโปรตีนในปริมาณที่สูง ที่ทุกคนทราบกันดี คือ โปรตีนมีส่วนช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ ในผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อโดยเฉพาะผู้ที่กำลังเพาะกล้าม จึงนิยมทานกัน อีกทั้งโปรตีนยังช่วยรักษากล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนทาน

2. ทำให้กระดูกแข็งแรง เป็นที่เข้าใจกันว่าแคลเซียมนั้นมีส่วนช่วยในสร้างกระดูก แต่วิตามินดีก็มีส่วนช่วยในการรักษากระดูกเช่นกัน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นมาเองได้ อีกทั้งในธรรมชาติของอาหาร ก็ไม่มีวิตามินดีมากนัก แต่ไข่ที่เราทานกันนี่แหละเป็นหนึ่งสิ่งที่มีวิตามินดีอยู่

3. โคลีนเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของสมอง โคลีนในไข่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง หากในผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่รับประทานไข่ สารโคลีนที่อยู่ในไข่ก็จะมีส่วนช่วยในการสร้างสมองตั้งแต่เราอยู่ในท้องของมารดา ไปจนแก่ชรา การกินไข่วันละฟอง จะสามารถช่วยให้มีความทรงจำที่ดีขึ้นได้

4. ช่วยเสริมสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ไข่ปรับสมดุลสารอาหารที่ร่างกายได้รับ เพราะไข่ไก่สามารถช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดี เช่น LDL ที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และไข่ยังมีคอลเรสเตอรอลที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ปกป้องหัวใจ มีวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ป้องกันมะเร็งบางชนิด อีกทั้งในหมู่คนลดน้ำหนักจะนิยมทาน เพราะช่วยลดน้ำหนัก และทำให้ร่างกายแข็งแรง และมีพัฒนาการที่ดี

5. เป็นอาหารที่กินแล้วอิ่มท้อง ทำให้ไม่ต้องกินอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจึงได้รับแคลลอรี่ส่วนเกินลดลง

6. ทำให้ดูเด็กลง ในไข่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ลูทีน และซีแซมทีน เมื่อวิตามินเอในไข่ ทำงานร่วมกับลูทีน และซีแซมทีนแล้ว จะสามารถช่วยป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้ รวมถึงป้องกันการเกิดต้อกระจกด้วย

แนะนำเลยว่า นอกจากไข่ไก่จะเป็นอาหารที่ดีต่อทุกวัยแล้ว ในผู้สูงอายุก็แนะนำให้รับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ไม่กินเค็ม ก็เป็นโรคไตได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไต คือ อาการที่เกิดขึ้นบริเวณไต โดยมีความผิดปกติเกิดขึ้นจากการทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย และอีกหนึ่งหน้าที่ของไตคือการรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกาย หากไตเกิดการทำงานผิดปกติ นอกจากการขับของเสียในร่างกายและ การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือในร่างกายก็จะเกิดภาวะขัดข้องไปด้วย ทั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ขึ้นกับไตอีก ซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ไตวายฉับพลัน ไตวายเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่เป็นบ่อยๆ โรคถุงน้ำที่ไต ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยครั้ง หรือเกิดจากการอุดตัน เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งมดลูกกดเบียดท่อไต เป็นต้น โดยโรคถุงน้ำที่ไตสามารถสืบต่อกันได้ทางกรรมพันธุ์

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อาการระยะแรกของผู้เริ่มป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังจะแสดงอาการไม่ชัดเจน  แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อป่วยในระยะที่ป่วยหนัก หรือระดับการป่วยมากแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์จึงพบว่า มีอาการไตเรื้อรังระยะที่รุนแรงแล้ว ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยและเป็นสัญญาณแจ้งเตือน คือ มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมากหรือน้อยไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยปัสสาวะอาจขุ่นหรือใสเหมือนน้ำ มีสีเข้ม เป็นฟอง บางครั้งอาจมีเลือดปน หรือมีกลิ่นผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของโรคคืออะไร ทั้งนี้นอกจากอาการที่กล่าวมา อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวบวม ตัวซีด เนื่องจากการทำงานของไตผิดปกติจะไม่สามารถขับน้ำออกได้โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตา เมื่อเป็นมากขึ้นอาจทำให้เกิดอาการของไตวายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ดังนั้น ความจำเป็นในการตรวจสุขภาพประจำปีจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการตรวจเลือดดูการทำงานของไต และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณไข่ขาวรั่ว และหรือเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงในทางเดินปัสสาวะ ทุกโรคที่กล่าวมานี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการตรวจ โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง อาทิเช่น อายุมากกว่า 60 ปี มีประวัติโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง โรคภูมิคุ้มกันแพ้ภัยตัวเอง เช่น โรคลูปัส (SLE) โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น หรือรับประทานยาที่อาจส่งผลการทำงานของไต อาทิเช่น กลุ่มยาแก้ปวดชนิด NSAIDs ทานยาสมุนไพร หรือได้รับยาบำบัดทางเคมีบำบัดที่มีผลต่อไต

แพทย์หญิงวรรณิยา มีนุ่น อายุรแพทย์โรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี แนะนำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่รวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด เนื่องจากอาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้นจึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไต
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักจนเกินไป ไม่เครียด
  5. ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  6. รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและมีอนามัยที่ดีอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

อันตรายจากการนอนกัดฟัน ไม่ควรมองข้าม

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรโลกกว่าร้อยละ 45 เคยมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งจากการนอน เช่น นอนละเมอ นอนกรน หรือนอนกัดฟัน ในขณะที่ร้อยละ 35 มีอาการนอนไม่หลับ เมื่อนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพ รู้สึกง่วงและหาวอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงระหว่างวันลดลง

นอนกัดฟัน อันตรายเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
อ.พญ.บุษราคัม ชัยทัศนีย์ คณะกรรมการประจำศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เผยถึง อันตรายเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามจากการนอนกัดฟัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคผิดปกติจากการหลับได้ใน “วารสารฬ.จุฬา โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยอ.พญ.บุษราคัม” อธิบายว่าการนอนกัดฟันนั้นเป็นความเสี่ยงที่พบได้จากโรคปกติจากการนอนหลับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มารักษาที่ศูนย์นิทราเวชมักไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมีปัญหานอนกัดฟัน แต่มาตรวจพบที่หลัง

สาเหตุของการนอนกัดฟัน
สาเหตุการนอนกัดฟันเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวขณะหลับเป็นผลทำให้มีการกัดเน้นฟัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งปกติ ที่น่าสนใจ คือการนอนกัดฟันจะพบในช่วงวัยเด็กมากที่สุด ร้อยละ 15-40 ขณะที่ในช่วงวัยผู้ใหญ่จะพบเพียงร้อยละ 8-10

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการนอนกัดฟันจะต้องประสบกับปัญหาโรคผิดปกติจากการหลับกล่าวคือ การนอนกัดฟันยังสามารถเกิดจากปัจจัยชั่วคราวได้อีกด้วยเนื่องจากการนอนกัดฟันของแต่ละคนมีความถี่ไม่เท่ากันถ้าการนอนกัดฟัน เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดจากความเครียด

นอกจากนี้ การใช้ยาหรือสารเสพติดบางประเภท หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ก็อาจเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟันได้ แต่ให้สังเกตอาการไปก่อน

อาการเสี่ยงอันตรายจากการนอนกัดฟัน
หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการกัดฟันมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพราะอาจมีความผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจ ได้

  • ตื่นเช้ามาปวดขากรรไกรปวดศีรษะ
  • เสียวฟัน
  • ฟันสึก
  • มีแผลในปาก หรือกระพุ้งแก้ม
  • ฟันโยก

หากนอนละเมอร่วมกับนอนกัดฟัน ก็ควรพบแพทย์ เพราะสาเหตุเหล่านี้สามารถรักษาได้

การรักษาการนอนกัดฟัน
ในอดีต ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ คือ การใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal Splint) เป็นเครื่องมือที่ใช้ใส่ในช่องปากเพื่อป้องกันการสึกของฟัน มี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดนุ่มและชนิดแข็ง ซึ่งทั้งสองชนิดมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน เช่น เฝือกสบฟันชนิดนุ่ม เมื่อใช้ไปนานๆ อาจฉีกขาดได้ หรือเฝือกสบฟันชนิดแข็ง หากใช้ไปสักระยะหนึ่งอาจเกิดรอยสึกหรือแตกได้

แต่ปัจจุบันการนอนกัดฟันสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าการนอนกัดฟันนั้นเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากโรคผิดปกติจากการหลับ เช่นภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ หรือโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA)

สำหรับขั้นตอนการรักษาและวินิจฉัยภาวะดังกล่าวของศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยละเอียด จากนั้นแพทย์จะพิจารณา ตรวจการนอนหลับ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัยเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและพิจารณาแนวทางในการรักษา รวมถึงการวินิจฉัยแยกโรคความผิดปกติจากการนอนหลับอื่นๆ ที่อาจตามมา เช่น อาการนอนกรนนอนกัดฟัน หลับไม่สนิท ง่วงนอนตอนกลางวัน เป็นต้น

Sleep Test ทำอย่างไร?
การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography :PSG) หรือ Sleep Test คือการตรวจเพื่อวินิจฉัย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับรวมทั้งโรคความผิดปกติจากการหลับอื่น โดยแพทย์จะติดอุปกรณ์ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายระหว่างหลับ ได้แก่ คลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเคลื่อนไหวของลูกตา ความลึกและรูปแบบของการหายใจ เสียงกรนระดับออกซิเจนในเลือด การขยับหรือกระตุกของขา รวมถึงการถ่ายวีดีโอขณะผู้ป่วยนอนหลับเพื่อสังเกตท่าทางการนอน และความผิดปกติทางพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้น เช่น การนอนละเมอหรือนอนกัดฟัน

โดยผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่ศูนย์นิทราเวช ส่วนใหญ่แล้วหามีสภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับอาการนอนกัดฟัน เมื่อเข้ามารักษาแล้วจะสามารถหลับได้อย่างเต็มอิ่มและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สงสัยว่าอาการนอนกัดฟันของตนเองอาจเป็นปัจจัยที่มาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือกำลังประสบกับปัญหาเรื่องการนอน ไม่ว่าจะเป็นนอนหลับยาก มีอาการง่วงนอน ทั้งวัน นอนละเมอนอนกรน หรือฝันร้ายมากจนหลับไม่สนิท อ.พญ.บุษราคัม แนะนำว่าควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคความผิดปกติจากการหลับ (Sleep Medicine Specialist) เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาส่งตรวจการนอนหลับชนิดที่เหมาะสม

5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬา

การเล่นกีฬานั้นดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ไม่มีใครอยากพบเจอได้เช่นกัน ซึ่งอาการบาดเจ็บที่พบมากในการเล่นกีฬามักเกิดจากแรงกระแทกทั้งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งรู้ได้ทันที บางครั้งรอจนอาการแสดงมากแล้วถึงเพิ่งรู้ตัว ดังนั้นการรู้เท่าทันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬาจะช่วยให้รักษาความเจ็บได้ถูกต้องและทันท่วงที

5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬามีดังนี้

1) แพลง เคล็ดจากการบิด
อาการแพลงเกิดขึ้นจากการได้รับแรงปะทะโดยตรง ทำให้ข้อต่อบิด โดยเกิดจากเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มที่ยึดข้อต่อถูกยืดมากเกินไป โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อเท้า ข้อเข่า และฐานข้อต่อของนิ้วหัวแม่มือ ส่วนอาการเคล็ดเกิดจากกล้ามเนื้อที่ถูกยืดมากเกินไปอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อาทิ การขว้างลูกตุ้ม การตีลูกเบสบอล การชกมวย การพุ่งตัว และการหยุดอย่างกระทันหัน

2) ฟกช้ำ
อาการฟกช้ำเกิดจากการกระแทกที่มาจากการเตะ ต่อย หรือกระทบ ทำให้เกิดอาการบวม ห้อเลือด หรือเลือดออกในหลอดเลือด โดยทั่วไปแล้วมักเกิดบริเวณหน้าอก แขน และข้อเข่า ส่วนการฟกช้ำของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการกดทับจะทำให้เซลล์ตายและเกิดแผลเป็น

3) กระดูกหัก
กระดูกหักเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ อาทิ หกล้ม กระดูกหักจากความล้าที่มาจากน้ำหนักเกิน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณซี่โครง กระดูกไหปลาร้า ต้นแขน ข้อมือ กระดูกต้นขา ข้อเท้า และกลางเท้า

4) กระดูกเคลื่อน
กระดูกเคลื่อนเกิดจากแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม อาทิ เมื่อหกล้มแล้วบริเวณข้อต่อกระแทกกับพื้น หรือกระดูกเคลื่อนจากความอ่อนแอของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บหรือการบาดเจ็บเรื้อรังที่ทำให้กระดูกระหว่างข้อต่อเคลื่อนออก ไม่ประสานกัน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อต่อหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อของนิ้วมือ และนิ้วเท้า

5) กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด
กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาดเกิดจากการได้รับแรงกระแทกจากภายนอก การรับน้ำหนักมากเกินไปทันที ทำให้เกิดการปริแตกของไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โดยเฉพาะในกรณีที่เคยได้รับการบาดเจ็บมาก่อน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณเส้นเอ็นไบเซ็ปส์ เอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อต้นขา และเอ็นสะบ้า

เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยา ทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด โดยอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงที่ผู้ป่วยได้รับ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะเป็นผู้วินิจฉัยการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก Arthroscopic Surgery ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว เคลื่อนไหวได้ดี ดังนั้นการรักษากับแพทย์เฉพาะทางและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือ ย่อมช่วยให้กลับมาเล่นกีฬาได้อย่างแข็งแกร่ง พัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่หยุดยั้ง

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังด้วยเทคนิคสมัยใหม่

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังรวมถึงอาหารยาการล้างไตการปลูกถ่ายไตและการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

การบำบัดด้วยอาหาร

การบำบัดด้วยอาหารสามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ แต่อาหารที่มีโปรตีนต่ำในระยะยาวอาจทำให้เกิดการขาดสารอาหารในผู้ป่วย 20% ถึง 50% และการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรุนแรง

ยาที่ใช้รักษา

ในระยะแรกของภาวะไตวายเรื้อรังการรักษาด้วยยาสามารถควบคุมสภาพได้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังต้องทนทุกข์ทรมานจากการทำงานของไตบกพร่องการรักษาด้วยยาจึงควรระมัดระวัง

การบำบัดด้วยการล้างไต, การปลูกถ่ายไต

เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางคลินิกของ uremia ที่ไม่สามารถบรรเทาได้โดยการรักษาเพื่อรักษาชีวิตจำเป็นต้องได้รับการล้างไต การล้างไตคือการสร้างไตเทียมผู้ป่วยเจ็บปวดมากในระหว่างการรักษาและควรล้างไตบ่อยๆ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตนั้นมีราคาแพงและแหล่งไตนั้นหายากซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยอมรับได้ยาก

การรักษาดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีการรักษาพื้นฐานที่ใช้ในอดีตวิธีการเหล่านี้มีผลการรักษาบางอย่าง แต่พวกเขาก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยการพัฒนายาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเต็มที่การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์ทำให้เกิดความหวังใหม่กับผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย

การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์

เซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่มีความแตกต่างที่มีศักยภาพและสามารถแยกความแตกต่างในเซลล์ไตภายใต้เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง เซลล์ต้นกำเนิดจะถูกปลูกถ่ายเข้าไปในไตของผู้ป่วยผ่านการแทรกแซงของหลอดเลือดซึ่งสามารถซ่อมแซมและสร้างเซลล์ไตใหม่และฟื้นฟูการทำงานของไตเพื่อรักษาภาวะไตวายเรื้อรัง

92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่เสื่อมโทรมมานานการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จะควบคุมการพัฒนาของผู้ป่วยก่อนและจากการที่สเตมเซลล์จากการทำงานของไตกลับคืนมาไตวายเรื้อรังอาจลดลงได้อย่างต่อเนื่อง ภาวะไตวายเรื้อรัง การรักษาด้วยยาการล้างไต ฯลฯ สามารถควบคุมกระบวนการบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้และไม่สามารถปรับปรุงการทำงานของไตวายเรื้อรังได้

ตามศูนย์ Cellular Center, 92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ภายใน 5 ปีมีการปรับปรุงที่สำคัญในสภาพของพวกเขา หลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อาการของโรคโลหิตจางอาการบวมน้ำและความดันโลหิตสูงจะหายไปภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์ตัวชี้วัดเช่น creatinine ในเลือดโปรตีนและเลือดลึกลับลดลงอาการบวมน้ำการรับประทานอาหารไม่ดีอ่อนเพลียเป็นต้น ปกติการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับใบหน้าจะสดใสและขนาดของทั้งสองก็เรียบเนียน การทำงานของไตของผู้ป่วยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในหกเดือนและไม่พบอาการไม่พึงประสงค์

เซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันสำหรับการรักษาหนึ่งครั้งและเพียง 3 เดือนสำหรับการรักษาหนึ่งครั้ง

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันโดยปกติการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาหนึ่งหลักสูตรการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสองครั้งต้องใช้เวลา 8-25 วัน เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาการบำบัดด้วยอาหารและการล้างไตซึ่งต้องใช้การรักษาระยะยาวการบำบัดด้วยสเต็มเซลล์นั้นสั้น

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความเสียหายของไตได้หลายชนิด

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถทำงานได้ตราบใดที่มีความเสียหายต่อเซลล์ไต เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความผิดปกติของไตที่เกิดจาก glomerulonephritis เรื้อรัง, ความเสียหายของไตที่เกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญ, โรคไตหลอดเลือด, โรคไตโรคทางพันธุกรรม, โรคไตติดเชื้อ, โรคระบบ, โรคไตพิษ, อุดกั้นไต ฯลฯ . มันมีประสิทธิภาพสำหรับความผิดปกติของไตในระยะที่ 1, ระยะที่สอง, ระยะที่ III (ไตวาย) และระยะที่สี่ (uremia)

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อกินสลัด

เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นเมนู สลัด เพราะหาซื้อได้ง่าย จะทำเองก็ไม่ยาก สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายตามความชอบของแต่ละคน สลัดจึงกลายเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักเลือกกิน แต่บางคนแม้จะกินสลัดแทบทุกมื้อ น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง นั่นเพราะคุณมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างส่วนประกอบในสลัดของคุณไป ฉะนั้น หากอยากกินสลัดให้ได้ประโยชน์ ดีต่อสุขภาพจริง ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้เสีย

1. กินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไป
โปรตีนเป็นสารอาหารที่คุณไม่ควรมองข้ามเมื่อกินสลัด เพราะนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญ บำรุงผิวและผม แต่หากกินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ กินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ปวดข้อ มีภาวะความดันต่ำ กินมากไปอาจทำให้มีภาวะขาดน้ำ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง เป็นต้น

2. กินผักไม่หลากหลาย
ผักสลัดยอดนิยมอย่างผักกาดแก้ว (iceberg lettuce) มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีสารอาหารอื่นน้อยมาก เมื่อเทียบกับผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง เคล หรือผักกาดชนิดอื่นๆ อย่าง ผักกาดโรเมน ผักกาดหอม ผักกาดหอมใบแดง ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด ที่อุดมไปด้วย โฟเลต วิตามินเอ วิตามิน เค และไฟโตนิวเทรียนท์ สลัดที่ดีจึงควรใส่ผักให้หลากหลายชนิด เพราะการกินผักชนิดเดียว หรือสีเดียว อาจทำให้คุณได้สารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ทั้งยังมีผลการศึกษาที่ระบุว่าผู้ที่กินผักหลากหลายกว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดน้อยกว่าด้วย

3. ใส่ขนมปังกรอบจนพูนจาน
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้บนจานสลัดของใครหลายคนก็คือ ขนมปังกรอบ ของอร่อยที่ทำลายสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี แถมยังมีแคลอรีสูง ขนมปังกรอบ 5 ชิ้น ให้พลังงานประมาณ 30 กิโลแคลอรี และหากเป็นขนมปังกรอบเคลือบชีส หรือเนย อาจให้พลังงานมากกว่านี้ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว หากอยากได้ความกรุบกรอบ ควรเปลี่ยนมาเติมถั่วหรือธัญพืชแทน เช่น วอลนัต ถั่วเหลืองคั่วกรอบ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อหัวใจและระบบประสาท รวมถึงไฟเบอร์ที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารอีกด้วย

4. เติมชีสใน สลัด มากไป
ชีสอุดมไปด้วยแคลเซียมและโปรตีน แต่ก็มีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และแคลอรีสูง การกินแต่ละครั้งจึงไม่ควรเกิน 1-1.5 ออนซ์ (ประมาณ 28-43 กรัม) หรือประมาณลูกเต๋า 2 ลูก และควรเลือกเป็นชีสแบบแข็ง เช่น พาร์มีซานชีส ชีสไขมันต่ำ หรือชีสมังสวิรัติที่ทำด้วยข้าว หรือถั่วเหลืองแทนก็ได้

5. เลือกน้ำสลัดผิดประเภท หรือราดน้ำสลัดจนชุ่ม
น้ำสลัดส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในท้องตลาด มักมีไขมันและแคลอรีสูง น้ำสลัดแบบครีมเพียง 2 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 100-200 กิโลแคลอรี หากใครราดน้ำสลัดจนชุ่มก็ยิ่งทำให้ปริมาณมาณพุ่งสูงขึ้นไปอีก เวลากินสลัดคุณควรเลือกน้ำสลัดสูตรไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือเพิ่มรสชาติด้วยการเหยาะน้ำส้มสายชูจากน้ำองุ่น (balsamic vinegar) หรือบีบน้ำมะนาวแทน หากใครกินสลัดที่ร้านอาหารก็อย่าลืมบอกพนักงานให้แยกน้ำสลัดมาต่างหาก

6. ชอบโรยลูกเกด หรือผลไม้อบแห้ง
ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด แครนเบอรี่อบแห้ง ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกกวาดธรรมชาติ” เพราะถึงแม้จะปราศจากไขมัน แต่ก็เต็มไปด้วยน้ำตาล ลูกเกดปริมาณ ¼ ถ้วย (ประมาณ 40 กรัม) ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรี และมีน้ำตาลถึง 29 กรัมเลยทีเดียว หากคุณอยากเพิ่มรสเปรี้ยวๆ หวานๆ จากผลไม้ในสลัด อาจเลือกใส่ผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอรี่ บลูเบอรี่ แอปเปิลแทนก็ได้

มะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ทัน ต้องระวัง

           มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่พบเป็นอันดับ 4 ของผู้ชายไทย และยังพบว่ามีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว “เพิ่มขึ้นทุกปี” จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยง โดยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ร้อยละ 16.72 ส่วนผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี มีโอกาสตรวจเจอมะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50-60 โดยความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และอาจสูงถึงร้อยละ 80 ในผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป

จากการศึกษาพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าประชากรในแถบยุโรป แอฟริกัน และอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือในเมืองใหญ่ของทวีปเอเชียกลับพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น กรุงเทพฯ ฮ่องกง เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร

  •   อายุที่เพิ่มสูงขึ้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มมากขึ้น พบมากในผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี พบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อยกว่า
  •   จากการศึกษารายงานพบว่าคนที่ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์มากนั้นมีโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากสูง จากการสำรวจประชากรประเทศญี่ปุ่นที่ทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่ต่ำ แต่เมื่อศึกษาประชากรญี่ปุ่นที่มีการอพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแอฟริกัน กลับป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเทียบเท่ากับชาวยุโรปและแอฟริกัน ทั้งที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน
  • เปรียบเทียบระหว่างประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีกับประชากรทั่วโลก พบว่าประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าอาจเกี่ยวกับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
  • พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าหากในครอบครัวใดมีพ่อและพี่ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก น้องชายในครอบครัวนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคด้วย

มะเร็งต่อมลูกหมากและวิธีสังเกตตัวเอง

  1. อาการทางปัสสาวะ
  • ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้
  • ปัสสาวะต้องเบ่งนาน และปัสสาวะขัด
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะอ่อนแรง
  • อาจมีอาการปวด แสบ ระหว่างถ่ายปัสสาวะ

2.  มีปัญหาต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

3. มีเลือดปนในปัสสาวะหรือปนกับอสุจิ
4. อาจพบได้ว่ามีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างหรือต้นขา

ทั้งนี้อาการที่กล่าวมาเป็นเพียงวิธีการสังเกตตนเองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่จำเป็นเสมอไปว่าถ้าหากมีอาการดังกล่าวจะต้องป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากบางอาการ เช่น อาการทางปัสสาวะที่ผิดปกติ อาจแสดงถึงอาการต่อมลูกหมากโตธรรมดาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีอาการตามที่กล่าวมาควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการเบื้องต้นของมะเร็งต่อมลูกหมากมักมีอาการของต่อมลูกหมากโตนำมาก่อน

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. คลำก้นเพื่อตรวจดูลักษณะพื้นผิวของต่อมลูกหมาก หากขรุขระหรือแข็งก็อาจเป็นมะเร็งได้
  2. ตรวจดูค่า PSA ถ้าหากพบว่าสูงเกิน 4 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ แต่ค่า PSA ที่สูงก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาการของต่อมลูกหมากโตธรรมดาก็ส่งผลให้ค่า PSA สูงได้เช่นกัน รวมถึงการติดเชื้อหรือเซลล์แตกนั้นส่งผลให้ค่า PSA สูงได้ด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติที่ค่า PSA แพทย์จะทำการติดตามผลต่อไป

มะเร็งต่อมลูกหมากและปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

การแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามีความสัมพันธ์ต่อมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พบว่ามะเร็งต่อมลูกหมากที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศนั้นต้องมีอาการของมะเร็งค่อนข้างมากจนไปกินเส้นประสาทบริเวณองคชาตทำให้การแข็งตัวลดลง

ทั้งนี้ที่พบบ่อยกว่าในเรื่องของการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักเกี่ยวข้องกับอาการของ โรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดมากกว่า พบว่าผู้ป่วยบางรายที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบเลย แต่กลับมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศแทน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็เป็นได้ โดยทั่วไปพบว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักมีผลมาจากการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า อย่างเช่นการผ่าตัด ฉายแสง หรือฝังแร่ ที่อาจทำให้เส้นประสาทที่เลี้ยงองคชาตถูกตัดออกไป จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการแข็งตัว