สุขภาพดีจากการนอน

เห็นได้ชัดว่ายุคสมัยนี้ผู้คนได้เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในตอนแรกอาจจะเป็นกระแสของการออกกำลังการสร้างกล้าม ที่เป็นนิยมกันเป็นอย่างมากทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ในเวลาต่อไปสิ่งที่หลายๆคนนั้นเร็งเห็นแล้วว่าเพียงแค่ให้สุขภาพดีและแข็งแรงก็เพียงพอแล้ว ที่ไม่ได้ทำแค่เพียงให้สุขภาพร่างกายที่อย่างเดียวเท่านั้น รวมไปถึงสภาพของจิตใจให้ดีได้ด้วยเช่นกัน เชื่อเลยว่าการมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจที่ดีนั้นจะทำให้เราสดใส มีพลังบวก ความคิดทางบวกเพิ่มมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นไหน การเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายและจิตใจให้ดียิ่งขึ้นนั้น

ก็มักจะมีสิ่งหนึ่งใครหลายๆคนชอบมองข้าม และลืมไปอย่างสนิทใจ นั้นก็คือ การนอนหลับพักผ่อน เพราะช่วงเวลาในการนอนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการพักผ่อน ร่างกายต้องซ่อมแซมอวัยวะภายใน และกระตุ้นการทำงานของระบบส่วนต่างๆ เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ในเช้าวันถัดไป

ซึ่งการนอนถือได้ว่าเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคนอย่างมาก นั้นได้มีกลุ่มคนที่ได้ออกมาพูดถึงการดูแลรักษาสุขภาพว่า พวกเขานั้นทั้งออกกำลังกายอย่างปกติ ทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่อด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สารอาหารครบถ้วน แต่ก็ยังมีความรู้อ่อนเพลีย เหนื่อย มีความวิตก กังวล ปวดหัวอยู่บ่อยๆ และคิดมาก ซึ่งสาเหตุเหล่านี้นั้นบ่งบอกได้เลยว่าต่อให้เราจะปฏิบัติตามหลักของสุขภาพดีอย่าง การทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ

ก็ถือว่าปฏิบัติไม่ครบสิ่งที่ร่างายควรจะได้รับ การที่คุณไปออกกำลังกายมาอย่างหนัก นั้นแปลว่าคุณจะต้องยิ่งนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสิ่งสำคัญเลยของการออกกำลังกายคือ อวัยวะภายในอย่างกล้ามเนื้ออาจจะมีการฉีกขาด ในส่วนนี้ในช่วงที่คุณนอน ร่างกายจะทำการซ่อมแซมในส่วนนั้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการรับประทานอาหาร เพราะการที่ร่างกายจะเข้าไปซ่อมแซมส่วนต่างๆจะต้องใช้สารอาหารเข้าไปช่วยแซม อย่างเช่น กล้ามเนื้อ สารอาหารของกล้ามคือ โปรตีน ร่างกายจะนำโปรตีนเข้าไปช่วยซ้อมแซมในส่วนนั้น เห็นแล้วใช่หรือไม่ว่า

การนอนนั้นก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้ไปกว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเลยทีเดียว ถ้าเราไม่นอนร่างกายก็จะไม่นำสารอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และร่างกายก็จะไม่ถูกซ่อมแซมอีกด้วย ซึ่งช่วงเวลาที่เราควรนอนนั้นคือ ก่อน 4 ทุ่ม หรือถ้าหากจำเป็นจริงๆก็ควรเกินเที่ยงคืน และระยะเวลาที่ควรได้รับการพักผ่อนอยู่ที่ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ระยะเวลาการผ่อนนี้จะทำให้ร่างกายพร้อมใช้งานในวันถัดไป ทั้งสุขภาพร่างายและสุขภาพจิตใจ

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

อันตรายไหม หากน้ำเข้าหู

             คุณเคยพบเจอกับอาการน้ำเข้าหูไหม เช่นไปว่ายน้ำแล้วน้ำเข้าหู หรืออาบน้ำจากฟักบัวที่บ้านก็ยังเจอปัญหาน้ำเข้าหู สำหรับอาการของน้ำเข้าหูคือ การที่น้ำเข้าไปอยู่ในรูหู แล้วทำให้หูของเรารู้สึกอื้อๆ ได้ยินเสียงไม่ชัดซึ่งจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับเราเป็นอย่างมาก เวลาจะเอาน้ำที่เข้าไปในหูออกจะทำด้วยการนำน้ำหยุดลงไปในหูเล็กน้อยหลังจากนั้นเอียงหูข้างที่มีน้ำข้างในลงรอสักพักน้ำข้างในหูก็จะไหลออกมา

         โดยปกติแล้วน้ำเข้าหูไม่ถือว่าเป็นอันตรายเพราะเราสามารถนำออกได้ทันที แต่หากเราปล่อยไว้แล้วน้ำไปรวมตัวกับขี้หูแล้วจับกันเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ ขี้หูอาจจะไปบังรูในช่องหูจะมีผลต่อการได้ยินของเรา ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด และหากเกิดมีแรงกดดันภายในหู จะมีผลทำให้มีอาการปวดหูได้ และถ้าปวดหูแล้วยังไม่รีบรักษา จะกลายเป็นติดเชื้อในหู อาจส่งผลร้ายแรงต่อหูได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีน้ำเข้าหูควรจะรีบเอาออก อย่าชะล่าใจเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำเข้าหูในผู้ป่วยที่มีปัญหาในรูหูอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ วิธีการนำน้ำเข้าหูให้ไหลออกมาคือ

  1. เป็นการใช้หลักการแรงโน้มถ่วงของโลกโดยให้เอียงหูข้างที่น้ำเข้าหูลงให้ตรงมากที่สุด แล้วรอสักพักน้ำก็จะไหลออกมาเอง 
  2. ใช้น้ำยาหยอดหู สำหรับน้ำยาที่จะใช้มี 2 อย่างคือ ยาหยอดหูที่เป็นแอลกอฮอล์  โดยใช้หลักการระเหย แถมยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำยามาหยดใส่ลงไปในรูหูประมาณสัก 3-4 หยุด ทิ้งไว้สักพักแล้วก็ตะแคงหูลงให้น้ำไหลออกมาเอง กับอีกแบบคือหยดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์  อันนี้จะช่วยเรื่องขี้หูที่มีค้างอยู่ในหูให้ไหลตามออกมาได้อีกด้วย วิธีการก็คล้ายๆกันคือหยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลงไปในรูหูสัก 3-4 หยดรอสักพักแล้วคอยตะแคงเอาน้ำออก ก็ใช้ได้แล้ว สำหรับน้ำยาหยดหูนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้ายขายยาทั่วไปหรือจะไปซื้อที่โรงพยาบาลก็ได้  แต่มีข้อควรระวังเอาไว้คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคในช่องหู ไม่ควรจะใช้พวกน้ำยาหยอดหู ที่สำคัญอย่าเอาสำลีพันไม้มาแคะหูเด็ดขาด จะยิ่งทำให้หูเกิดการเป็นแผลและเกิดการอักเสบได้ สำหรับคนที่มีปัญหาในช่องหูอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์ให้รักษาให้

 

ขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่ให้นำเสนอเรื่องราวดีๆเหล่านี้

รู้หรือไม่เครื่องช่วยฟังทำงานอย่างไร

       อย่างที่ทราบกันดีว่าเครื่องช่วยฟังนั้น เป็นอุปกรณ์ที่จะสามารถช่วยให้คนที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ให้กลับมาได้ยินเสียงได้อีกครั้ง สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้เป็นปกติทุกอย่าง ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากคนอื่น โดยอุปกรณ์นี้สามารถใช้ได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และคนชรา  สำหรับการทำงานของเครื่องช่วยฟังนั้น มี 2 แบบคือ

  1. แบบอนาล็อก เป็นการแปลงสัญญาณคลื่นความถี่ของเสียงให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมตามความต้องการของผู้ที่ใช้งานได้ ที่สำคัญราคาไม่แพง โดยการใช้เครื่องช่วยฟังแบบอนาล็อกนั้นจะต้องให้นักโสตสัมผัสวิทยา เป็นผู้วิเคราะห์อาการของผู้ป่วยก่อนหลังจากนั้น จึงสั่งให้บริษัทที่ผลิตติดตั้งโปรแกรมให้ตรงกับการใช้งานของคนป่วยแต่ละราย
  2. แบบดิจิทัล เป็นการแปลงคลื่นความถี่ของเสียงให้เป็นรหัสตัวเลข  ซึ่งเครื่องช่วยฟังแบบดิจิทัลนี้จะสามารถควบคุมความดังหรือปรับระดับความดังให้เข้ากับสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกำลังต้องการใช้งานได้

 

ลักษณะการทำงานของเครื่องช่วยฟังคือ

จะเป็นการนำเสียงข้างนอกหูกลับเข้าไปด้านในหู แล้วทำการขยายเสียงให้ดังขึ้น สำหรับปัจจุบันการใช้เครื่องช่วยฟังจะเน้นใช้แบบดิจิทัล โดยจะมีไมโครโฟนแบบเล็กจิ๋วทำหน้าที่เก็บเสียงและสภาพแวดล้อม และจะมีอุปกรณ์ขนาดเล็กในการช่วยในการแปลงเสียงให้เป็นรหัสและทำการขยายเสียงให้ดังขึ้น ซึ่งสามารถปรับระดับความดังของเสียงได้ด้วย ทั้งนี้ในอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังจะทำงานภายใต้การใช้งานแบตเตอรี่  และสำหรับการปรับระดับความดังของเสียงนั้น แต่ละคนจะถูกปรับไม่เท่ากันเพราะจะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของการได้ยินด้วยว่ามากน้อยแค่ไหน 

          การทำงานของเครื่องช่วยฟังนั้น หากมองภายนอกเราจะเห็นแค่อุปกรณ์ที่เอาไปเกี่ยวกับใบหู หรือสอดเข้าไปในรูหู ซึ่งจริงๆแล้ว เครื่องช่วยฟัง มีหลายชนิดให้เลือกใช้งานเพราะผู้ป่วยแต่ละคนจะเหมาะกับการใช้งานเครื่องช่วยฟังที่แตกต่างกันเช่น

  1. สำหรับผู้ป่วยทั่วไป ที่อาจยังได้ยินอยู่แต่ได้ยินเสียงเบามาก เช่น คนแก่ที่หูตึง เครื่องอันนี้จะใส่ไว้ที่หูแล้วให้เสียงแทรกผ่านเข้าไปในรูหู เรียกเครื่องช่วยชนิดนี้ว่า เครื่องฟังเสียงจากทางอากาศ
  2. สำหรับคนที่มีปัญหามีน้ำหนองไหล ออกมาจากหูตลอดเวลา ต้องใช้เครื่องช่วยฟังชนิดฟังผ่านหลังใบหู
  3. สำหรับเครื่องช่วยฟัง อันนี้จะเหมาะสำหรับคนที่หูหนวกและตาบอดด้วยเพราะจะช่วยแปลงค่าความสั่นสะเทือนให้ด้วย แต่การใช้เครื่องช่วยฟังชนิดนี้จะต้องได้รับการฝึกฝนการใช้ก่อน
  4. เครื่องช่วยฟังที่จะต้องผ่าตัดแล้วฝังอุปกรณ์ไว้ที่อวัยวะภายในหู เพื่อให้สารารถได้ยินเสียงได้  เครื่องช่วยฟังอันนี้จะเหมาะกับคนที่พิการหูหนวก ที่ไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังแบบธรรมดาได้ 
  5. อีกประเภทคือเครื่องช่วยกลบเสียงที่ดังรบกวน สำหรับผู้ป่วยที่จะได้ยินเสียงเหมือนแมลงบินในหูตลอดเวลา

ข้อเสียของการนอนดึก

การนอนดึกมีผลเสียอย่างไร

การนอนดึกเป็นปัญหาที่ใครหลายคนต่างก็ต้องเคยเผชิญ ไม่ว่าผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก ซึ่งการนอนดึกนั้นจะทำให้ร่างกายรู้อ่อนเพลีย เหนื่อยระหว่างวัน ปัญหาการนอนสำหรับบางคนนั้นยังคิดว่าเป็นปัญหาไม่ใหญ่มาก แค่เหนื่อยหรือง่วงระหว่างของวันถัดไปก็เท่านั้น ทนเอาได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลกระทบทางด้านลบให้กับสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆได้อีกด้วยอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

แต่ในสำหรับบางคนก็คงจะอาจหลีกเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้ เพราะในบางอาชีพก็จะต้องทำงานในกะกลางคืนหรือไม่ก็ต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้านให้เสร็จ

แต่แน่นอนว่าก็ควรพักผ่อนให้ได้นานที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ตามมาภายหลัง และก่อนที่จะต้องพบเจอกับปัญหาเหล่านั้น เราจึงต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสม สาเหตุหลักๆของการนอนดึกคือสภาพแวดล้อมตอนนอนไม่เหมาะสม บริเวณอาจจะมีเสียงดังกวนใจ , การเปลี่ยนแปลงตารางเวลานอน มักจะเกิดขึ้นกับวัยรุ่นและวัยทำงานเป็นเสียส่วนใหญ่ ที่ต้องทำงานหรือทำงานจนถึงดึก , การเจ็ตแล็ก เป็นอาการที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่เดินทางข้ามประเทศที่มีโซนเวลาแตกต่างกัน , การทานยาและแอลกอฮอล์ ยาบางชนิดมีฤทธิ์ทำให้ง่วงหลายคนจึงทานมันเพื่อจะทำให้ตัวเองนอนหลับ

แต่ถ้าหากทานบ่อยครั้งร่างกายจะคุ้นชินและส่งผลเสียอย่างแน่นอน และแอลกอฮอล์ ถ้าหากดื่มในช่วงเวลาที่ใกล้จะเข้านอนแล้วนั้น อาจจะส่งผลทำให้ไม่รู้สึกง่วง จนต้องนอนดึก

การนอนดึกยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและการเจ็บป่วยต่างๆอีกด้วย จะมีผลเสียอะไรบ้างที่สาเหตุมาจากการนอนดึก มีดังนี้

สุขภาพจิต แน่นอนว่าการนอนดึกนั้นส่งผลต่ออารมณ์ของเราหลังตื่นนอนและระหว่างวันได้ เช่น คุณจะรู้สึกจิตตก จะมีความคิดในด้านลบ คิดมาก นั้นเป็นเพราะคุณนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายไม่ได้ถูกพักผ่อนอย่างเต็มที่

โรคอ้วน ได้มีงานวิจัยศึกษาออกมาว่า การนอนดึก นั้นส่งผลทำให้อ้วน และโรคอ้วนได้ ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะเกิดภาวะลงพุงได้ง่ายกว่าผู้ชาย ไขมันจะถูกนำไปสะสมไว้ที่เอวจนอ้วนลงพุง

โรคเบาหวาน อินซูลินเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เพื่อที่จะดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด แต่ถ้าหากเรานอนดึกร่างของเรานั้นจะหยุดการผลิตเพื่อหลั่งอินซูลินออกมา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

โรคหัวใจ ได้มีงานวิจัยทำการศึกษาออกมาว่า การดึกที่นอนหลังเที่ยงคืน อาจจะทำให้เกิดภาวะของเส้นเลือดแข็ง หากเปรียบเทียบกับผู้ที่นอนก่อนเที่ยงแล้ว การนอนหลังเที่ยงคืนนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าที่เกิดภาวะเส้นเลือดแข็ง แต่ก็ยังสรุปไม่ได้อย่างชัดเจนว่าการนอนดึกจะก่อให้เกิดโรคหัวใจ เพราะในกลุ่มคนที่นอนดึกแล้วเป็นโรคหัวใจนั้นมักมีปัจจัยอื่นเข้ามาร่วมด้วยอย่าง การดื่มแอลกอฮอล์ลากเกินไป หรือ การสูบบุหรี่หนัก เป็นต้น

 

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

ไมเกรน กับการหลบเลี่ยงปัจจัยการกระตุ้น

เหตุที่กระตุ้นการเกิดไมเกรน

1. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ตอนมีรอบเดือน ระหว่างตั้งท้อง ตอนหมดรอบเดือน หรือการกินยาคุมกำเนิด

2. ของกินบางประเภท ดังเช่น ชีส ไวน์ ช็อคโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ

3. การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น กลิ่นยาสูบ

4. แบบอย่างการนอนที่เปลี่ยนไป ดังเช่นว่า นอนดึกดื่น นอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไป หรือนอนมากเกินความจำเป็น

5. สภาพแวดล้อม ดังเช่น อากาศร้อน ฝุ่น ควัน

6. ยาบางประเภท

การดูแลตัวเองสำหรับคนไข้ไมเกรน
– ดูแล้วก็เลี่ยงแรงกระตุ้น ที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดหัว

– นอนพักให้เพียงพอ แล้วก็ตรงเวลาในทุกๆ วัน

– บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนกระทั่งเหลือเกิน

– งดเว้นดูดบุหรี่ เนื่องด้วยการสูบยาสูบจะเพิ่มการเสี่ยงจากโรคเส้นโลหิตสมองตีบ

– งดเว้นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ตัวอย่างเช่น กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มเสริมพลังงาน ฯลฯ

– ในคนที่มีความสำคัญจำเป็นต้องกินยาคุมกำเนิด จำต้องขอคำแนะนำหมอก่อนเสมอ

– หากลักษณะของการปวดหัวร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนไป ควรจะหารือหมอโดยทันที

ปัญหานอนไม่หลับ ลองปรับพฤติกรรม

การนอนไม่หลับทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
1. ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
2. การอดนอนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น
3. โอกาสที่จะขาดงานเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาด้านสุขภาพ
4. ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เฉี่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิดและขาดสมาธิ
เหตุผลส่วนใหญ่ของการนอนไม่หลับก็จะเกิดขึ้นเพราะอารมณ์และความเครียดที่สะสม สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีผลกระทบจาก แสง เสียง กลิ่น อาการเจ็บป่วย รวมถึงหน้าที่การทำงานเป็นกะ ระหว่างกลางวันและกลางคืน ซึ่งหากมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 1 สัปดาห์ ควรมาปรึกษาแพทย์ไม่ควรปล่อยไว้

การปรับให้มีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอน  เช่น

1. เข้านอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน

2. ควรลุกจากเตียงทันทีเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า

3. จัดห้องนอนให้มืด เงียบ มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการ

4. ไม่ควรทำงาน ดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือบนเตียงนอน

5. ไม่ควรงีบหลับในตอนกลางวัน หรือนอนมากเกินไปในช่วงกลางวัน จะส่งผลให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน

6. ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นครั้งละมากๆ เพราะจะทำให้แน่นท้อง หลับไม่สบาย

7. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากๆ ในช่วงเวลาใกล้จะเข้านอน เพราะจะทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำในตอนดึกได้

8. อาบน้ำอุ่นๆ ช่วงก่อนเข้านอน จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หลับได้ง่ายขึ้น

ดูแลร่างกายด้วยการ ทานไข่วันละฟอง

ทำไมต้องทานไข่วันละฟอง ?
เพราะไข่ไก่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารต่างๆ ที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น ลดการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ และคอลเรสเตอรอล อย่างไรก็ตามวันนี้ เราลองมาดูกันหน่อยว่า ไข่ นั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย เพราะในไข่มีโปรตีนในปริมาณที่สูง ที่ทุกคนทราบกันดี คือ โปรตีนมีส่วนช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ ในผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อโดยเฉพาะผู้ที่กำลังเพาะกล้าม จึงนิยมทานกัน อีกทั้งโปรตีนยังช่วยรักษากล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนทาน

2. ทำให้กระดูกแข็งแรง เป็นที่เข้าใจกันว่าแคลเซียมนั้นมีส่วนช่วยในสร้างกระดูก แต่วิตามินดีก็มีส่วนช่วยในการรักษากระดูกเช่นกัน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นมาเองได้ อีกทั้งในธรรมชาติของอาหาร ก็ไม่มีวิตามินดีมากนัก แต่ไข่ที่เราทานกันนี่แหละเป็นหนึ่งสิ่งที่มีวิตามินดีอยู่

3. โคลีนเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของสมอง โคลีนในไข่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง หากในผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่รับประทานไข่ สารโคลีนที่อยู่ในไข่ก็จะมีส่วนช่วยในการสร้างสมองตั้งแต่เราอยู่ในท้องของมารดา ไปจนแก่ชรา การกินไข่วันละฟอง จะสามารถช่วยให้มีความทรงจำที่ดีขึ้นได้

4. ช่วยเสริมสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ไข่ปรับสมดุลสารอาหารที่ร่างกายได้รับ เพราะไข่ไก่สามารถช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดี เช่น LDL ที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และไข่ยังมีคอลเรสเตอรอลที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ปกป้องหัวใจ มีวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ป้องกันมะเร็งบางชนิด อีกทั้งในหมู่คนลดน้ำหนักจะนิยมทาน เพราะช่วยลดน้ำหนัก และทำให้ร่างกายแข็งแรง และมีพัฒนาการที่ดี

5. เป็นอาหารที่กินแล้วอิ่มท้อง ทำให้ไม่ต้องกินอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจึงได้รับแคลลอรี่ส่วนเกินลดลง

6. ทำให้ดูเด็กลง ในไข่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ลูทีน และซีแซมทีน เมื่อวิตามินเอในไข่ ทำงานร่วมกับลูทีน และซีแซมทีนแล้ว จะสามารถช่วยป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้ รวมถึงป้องกันการเกิดต้อกระจกด้วย

แนะนำเลยว่า นอกจากไข่ไก่จะเป็นอาหารที่ดีต่อทุกวัยแล้ว ในผู้สูงอายุก็แนะนำให้รับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ไม่กินเค็ม ก็เป็นโรคไตได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไต คือ อาการที่เกิดขึ้นบริเวณไต โดยมีความผิดปกติเกิดขึ้นจากการทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย และอีกหนึ่งหน้าที่ของไตคือการรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกาย หากไตเกิดการทำงานผิดปกติ นอกจากการขับของเสียในร่างกายและ การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือในร่างกายก็จะเกิดภาวะขัดข้องไปด้วย ทั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ขึ้นกับไตอีก ซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ไตวายฉับพลัน ไตวายเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่เป็นบ่อยๆ โรคถุงน้ำที่ไต ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยครั้ง หรือเกิดจากการอุดตัน เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งมดลูกกดเบียดท่อไต เป็นต้น โดยโรคถุงน้ำที่ไตสามารถสืบต่อกันได้ทางกรรมพันธุ์

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อาการระยะแรกของผู้เริ่มป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังจะแสดงอาการไม่ชัดเจน  แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อป่วยในระยะที่ป่วยหนัก หรือระดับการป่วยมากแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์จึงพบว่า มีอาการไตเรื้อรังระยะที่รุนแรงแล้ว ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยและเป็นสัญญาณแจ้งเตือน คือ มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมากหรือน้อยไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยปัสสาวะอาจขุ่นหรือใสเหมือนน้ำ มีสีเข้ม เป็นฟอง บางครั้งอาจมีเลือดปน หรือมีกลิ่นผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของโรคคืออะไร ทั้งนี้นอกจากอาการที่กล่าวมา อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวบวม ตัวซีด เนื่องจากการทำงานของไตผิดปกติจะไม่สามารถขับน้ำออกได้โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตา เมื่อเป็นมากขึ้นอาจทำให้เกิดอาการของไตวายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ดังนั้น ความจำเป็นในการตรวจสุขภาพประจำปีจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการตรวจเลือดดูการทำงานของไต และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณไข่ขาวรั่ว และหรือเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงในทางเดินปัสสาวะ ทุกโรคที่กล่าวมานี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการตรวจ โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง อาทิเช่น อายุมากกว่า 60 ปี มีประวัติโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง โรคภูมิคุ้มกันแพ้ภัยตัวเอง เช่น โรคลูปัส (SLE) โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น หรือรับประทานยาที่อาจส่งผลการทำงานของไต อาทิเช่น กลุ่มยาแก้ปวดชนิด NSAIDs ทานยาสมุนไพร หรือได้รับยาบำบัดทางเคมีบำบัดที่มีผลต่อไต

แพทย์หญิงวรรณิยา มีนุ่น อายุรแพทย์โรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี แนะนำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่รวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด เนื่องจากอาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้นจึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไต
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักจนเกินไป ไม่เครียด
  5. ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  6. รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและมีอนามัยที่ดีอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

อันตรายจากการนอนกัดฟัน ไม่ควรมองข้าม

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรโลกกว่าร้อยละ 45 เคยมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งจากการนอน เช่น นอนละเมอ นอนกรน หรือนอนกัดฟัน ในขณะที่ร้อยละ 35 มีอาการนอนไม่หลับ เมื่อนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพ รู้สึกง่วงและหาวอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงระหว่างวันลดลง

นอนกัดฟัน อันตรายเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
อ.พญ.บุษราคัม ชัยทัศนีย์ คณะกรรมการประจำศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เผยถึง อันตรายเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามจากการนอนกัดฟัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคผิดปกติจากการหลับได้ใน “วารสารฬ.จุฬา โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยอ.พญ.บุษราคัม” อธิบายว่าการนอนกัดฟันนั้นเป็นความเสี่ยงที่พบได้จากโรคปกติจากการนอนหลับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มารักษาที่ศูนย์นิทราเวชมักไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมีปัญหานอนกัดฟัน แต่มาตรวจพบที่หลัง

สาเหตุของการนอนกัดฟัน
สาเหตุการนอนกัดฟันเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวขณะหลับเป็นผลทำให้มีการกัดเน้นฟัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งปกติ ที่น่าสนใจ คือการนอนกัดฟันจะพบในช่วงวัยเด็กมากที่สุด ร้อยละ 15-40 ขณะที่ในช่วงวัยผู้ใหญ่จะพบเพียงร้อยละ 8-10

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการนอนกัดฟันจะต้องประสบกับปัญหาโรคผิดปกติจากการหลับกล่าวคือ การนอนกัดฟันยังสามารถเกิดจากปัจจัยชั่วคราวได้อีกด้วยเนื่องจากการนอนกัดฟันของแต่ละคนมีความถี่ไม่เท่ากันถ้าการนอนกัดฟัน เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดจากความเครียด

นอกจากนี้ การใช้ยาหรือสารเสพติดบางประเภท หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ก็อาจเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟันได้ แต่ให้สังเกตอาการไปก่อน

อาการเสี่ยงอันตรายจากการนอนกัดฟัน
หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการกัดฟันมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพราะอาจมีความผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจ ได้

  • ตื่นเช้ามาปวดขากรรไกรปวดศีรษะ
  • เสียวฟัน
  • ฟันสึก
  • มีแผลในปาก หรือกระพุ้งแก้ม
  • ฟันโยก

หากนอนละเมอร่วมกับนอนกัดฟัน ก็ควรพบแพทย์ เพราะสาเหตุเหล่านี้สามารถรักษาได้

การรักษาการนอนกัดฟัน
ในอดีต ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ คือ การใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal Splint) เป็นเครื่องมือที่ใช้ใส่ในช่องปากเพื่อป้องกันการสึกของฟัน มี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดนุ่มและชนิดแข็ง ซึ่งทั้งสองชนิดมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน เช่น เฝือกสบฟันชนิดนุ่ม เมื่อใช้ไปนานๆ อาจฉีกขาดได้ หรือเฝือกสบฟันชนิดแข็ง หากใช้ไปสักระยะหนึ่งอาจเกิดรอยสึกหรือแตกได้

แต่ปัจจุบันการนอนกัดฟันสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าการนอนกัดฟันนั้นเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากโรคผิดปกติจากการหลับ เช่นภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ หรือโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA)

สำหรับขั้นตอนการรักษาและวินิจฉัยภาวะดังกล่าวของศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยละเอียด จากนั้นแพทย์จะพิจารณา ตรวจการนอนหลับ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัยเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและพิจารณาแนวทางในการรักษา รวมถึงการวินิจฉัยแยกโรคความผิดปกติจากการนอนหลับอื่นๆ ที่อาจตามมา เช่น อาการนอนกรนนอนกัดฟัน หลับไม่สนิท ง่วงนอนตอนกลางวัน เป็นต้น

Sleep Test ทำอย่างไร?
การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography :PSG) หรือ Sleep Test คือการตรวจเพื่อวินิจฉัย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับรวมทั้งโรคความผิดปกติจากการหลับอื่น โดยแพทย์จะติดอุปกรณ์ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายระหว่างหลับ ได้แก่ คลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเคลื่อนไหวของลูกตา ความลึกและรูปแบบของการหายใจ เสียงกรนระดับออกซิเจนในเลือด การขยับหรือกระตุกของขา รวมถึงการถ่ายวีดีโอขณะผู้ป่วยนอนหลับเพื่อสังเกตท่าทางการนอน และความผิดปกติทางพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้น เช่น การนอนละเมอหรือนอนกัดฟัน

โดยผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่ศูนย์นิทราเวช ส่วนใหญ่แล้วหามีสภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับอาการนอนกัดฟัน เมื่อเข้ามารักษาแล้วจะสามารถหลับได้อย่างเต็มอิ่มและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สงสัยว่าอาการนอนกัดฟันของตนเองอาจเป็นปัจจัยที่มาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือกำลังประสบกับปัญหาเรื่องการนอน ไม่ว่าจะเป็นนอนหลับยาก มีอาการง่วงนอน ทั้งวัน นอนละเมอนอนกรน หรือฝันร้ายมากจนหลับไม่สนิท อ.พญ.บุษราคัม แนะนำว่าควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคความผิดปกติจากการหลับ (Sleep Medicine Specialist) เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาส่งตรวจการนอนหลับชนิดที่เหมาะสม

5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬา

การเล่นกีฬานั้นดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ไม่มีใครอยากพบเจอได้เช่นกัน ซึ่งอาการบาดเจ็บที่พบมากในการเล่นกีฬามักเกิดจากแรงกระแทกทั้งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งรู้ได้ทันที บางครั้งรอจนอาการแสดงมากแล้วถึงเพิ่งรู้ตัว ดังนั้นการรู้เท่าทันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬาจะช่วยให้รักษาความเจ็บได้ถูกต้องและทันท่วงที

5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬามีดังนี้

1) แพลง เคล็ดจากการบิด
อาการแพลงเกิดขึ้นจากการได้รับแรงปะทะโดยตรง ทำให้ข้อต่อบิด โดยเกิดจากเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มที่ยึดข้อต่อถูกยืดมากเกินไป โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อเท้า ข้อเข่า และฐานข้อต่อของนิ้วหัวแม่มือ ส่วนอาการเคล็ดเกิดจากกล้ามเนื้อที่ถูกยืดมากเกินไปอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อาทิ การขว้างลูกตุ้ม การตีลูกเบสบอล การชกมวย การพุ่งตัว และการหยุดอย่างกระทันหัน

2) ฟกช้ำ
อาการฟกช้ำเกิดจากการกระแทกที่มาจากการเตะ ต่อย หรือกระทบ ทำให้เกิดอาการบวม ห้อเลือด หรือเลือดออกในหลอดเลือด โดยทั่วไปแล้วมักเกิดบริเวณหน้าอก แขน และข้อเข่า ส่วนการฟกช้ำของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการกดทับจะทำให้เซลล์ตายและเกิดแผลเป็น

3) กระดูกหัก
กระดูกหักเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ อาทิ หกล้ม กระดูกหักจากความล้าที่มาจากน้ำหนักเกิน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณซี่โครง กระดูกไหปลาร้า ต้นแขน ข้อมือ กระดูกต้นขา ข้อเท้า และกลางเท้า

4) กระดูกเคลื่อน
กระดูกเคลื่อนเกิดจากแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม อาทิ เมื่อหกล้มแล้วบริเวณข้อต่อกระแทกกับพื้น หรือกระดูกเคลื่อนจากความอ่อนแอของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บหรือการบาดเจ็บเรื้อรังที่ทำให้กระดูกระหว่างข้อต่อเคลื่อนออก ไม่ประสานกัน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อต่อหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อของนิ้วมือ และนิ้วเท้า

5) กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด
กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาดเกิดจากการได้รับแรงกระแทกจากภายนอก การรับน้ำหนักมากเกินไปทันที ทำให้เกิดการปริแตกของไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โดยเฉพาะในกรณีที่เคยได้รับการบาดเจ็บมาก่อน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณเส้นเอ็นไบเซ็ปส์ เอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อต้นขา และเอ็นสะบ้า

เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยา ทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด โดยอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงที่ผู้ป่วยได้รับ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะเป็นผู้วินิจฉัยการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก Arthroscopic Surgery ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว เคลื่อนไหวได้ดี ดังนั้นการรักษากับแพทย์เฉพาะทางและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือ ย่อมช่วยให้กลับมาเล่นกีฬาได้อย่างแข็งแกร่ง พัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่หยุดยั้ง