Archive ตุลาคม 2019

ไม่กินเค็ม ก็เป็นโรคไตได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไต คือ อาการที่เกิดขึ้นบริเวณไต โดยมีความผิดปกติเกิดขึ้นจากการทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย และอีกหนึ่งหน้าที่ของไตคือการรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกาย หากไตเกิดการทำงานผิดปกติ นอกจากการขับของเสียในร่างกายและ การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือในร่างกายก็จะเกิดภาวะขัดข้องไปด้วย ทั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ขึ้นกับไตอีก ซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ไตวายฉับพลัน ไตวายเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่เป็นบ่อยๆ โรคถุงน้ำที่ไต ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยครั้ง หรือเกิดจากการอุดตัน เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งมดลูกกดเบียดท่อไต เป็นต้น โดยโรคถุงน้ำที่ไตสามารถสืบต่อกันได้ทางกรรมพันธุ์

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อาการระยะแรกของผู้เริ่มป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังจะแสดงอาการไม่ชัดเจน  แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อป่วยในระยะที่ป่วยหนัก หรือระดับการป่วยมากแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์จึงพบว่า มีอาการไตเรื้อรังระยะที่รุนแรงแล้ว ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยและเป็นสัญญาณแจ้งเตือน คือ มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมากหรือน้อยไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยปัสสาวะอาจขุ่นหรือใสเหมือนน้ำ มีสีเข้ม เป็นฟอง บางครั้งอาจมีเลือดปน หรือมีกลิ่นผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของโรคคืออะไร ทั้งนี้นอกจากอาการที่กล่าวมา อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวบวม ตัวซีด เนื่องจากการทำงานของไตผิดปกติจะไม่สามารถขับน้ำออกได้โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตา เมื่อเป็นมากขึ้นอาจทำให้เกิดอาการของไตวายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ดังนั้น ความจำเป็นในการตรวจสุขภาพประจำปีจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการตรวจเลือดดูการทำงานของไต และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณไข่ขาวรั่ว และหรือเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงในทางเดินปัสสาวะ ทุกโรคที่กล่าวมานี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการตรวจ โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง อาทิเช่น อายุมากกว่า 60 ปี มีประวัติโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง โรคภูมิคุ้มกันแพ้ภัยตัวเอง เช่น โรคลูปัส (SLE) โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น หรือรับประทานยาที่อาจส่งผลการทำงานของไต อาทิเช่น กลุ่มยาแก้ปวดชนิด NSAIDs ทานยาสมุนไพร หรือได้รับยาบำบัดทางเคมีบำบัดที่มีผลต่อไต

แพทย์หญิงวรรณิยา มีนุ่น อายุรแพทย์โรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี แนะนำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่รวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด เนื่องจากอาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้นจึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไต
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักจนเกินไป ไม่เครียด
  5. ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  6. รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและมีอนามัยที่ดีอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป