Archive สิงหาคม 2019

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังด้วยเทคนิคสมัยใหม่

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังรวมถึงอาหารยาการล้างไตการปลูกถ่ายไตและการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

การบำบัดด้วยอาหาร

การบำบัดด้วยอาหารสามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ แต่อาหารที่มีโปรตีนต่ำในระยะยาวอาจทำให้เกิดการขาดสารอาหารในผู้ป่วย 20% ถึง 50% และการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรุนแรง

ยาที่ใช้รักษา

ในระยะแรกของภาวะไตวายเรื้อรังการรักษาด้วยยาสามารถควบคุมสภาพได้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังต้องทนทุกข์ทรมานจากการทำงานของไตบกพร่องการรักษาด้วยยาจึงควรระมัดระวัง

การบำบัดด้วยการล้างไต, การปลูกถ่ายไต

เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางคลินิกของ uremia ที่ไม่สามารถบรรเทาได้โดยการรักษาเพื่อรักษาชีวิตจำเป็นต้องได้รับการล้างไต การล้างไตคือการสร้างไตเทียมผู้ป่วยเจ็บปวดมากในระหว่างการรักษาและควรล้างไตบ่อยๆ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตนั้นมีราคาแพงและแหล่งไตนั้นหายากซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยอมรับได้ยาก

การรักษาดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีการรักษาพื้นฐานที่ใช้ในอดีตวิธีการเหล่านี้มีผลการรักษาบางอย่าง แต่พวกเขาก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยการพัฒนายาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเต็มที่การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์ทำให้เกิดความหวังใหม่กับผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย

การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์

เซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่มีความแตกต่างที่มีศักยภาพและสามารถแยกความแตกต่างในเซลล์ไตภายใต้เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง เซลล์ต้นกำเนิดจะถูกปลูกถ่ายเข้าไปในไตของผู้ป่วยผ่านการแทรกแซงของหลอดเลือดซึ่งสามารถซ่อมแซมและสร้างเซลล์ไตใหม่และฟื้นฟูการทำงานของไตเพื่อรักษาภาวะไตวายเรื้อรัง

92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่เสื่อมโทรมมานานการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จะควบคุมการพัฒนาของผู้ป่วยก่อนและจากการที่สเตมเซลล์จากการทำงานของไตกลับคืนมาไตวายเรื้อรังอาจลดลงได้อย่างต่อเนื่อง ภาวะไตวายเรื้อรัง การรักษาด้วยยาการล้างไต ฯลฯ สามารถควบคุมกระบวนการบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้และไม่สามารถปรับปรุงการทำงานของไตวายเรื้อรังได้

ตามศูนย์ Cellular Center, 92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ภายใน 5 ปีมีการปรับปรุงที่สำคัญในสภาพของพวกเขา หลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อาการของโรคโลหิตจางอาการบวมน้ำและความดันโลหิตสูงจะหายไปภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์ตัวชี้วัดเช่น creatinine ในเลือดโปรตีนและเลือดลึกลับลดลงอาการบวมน้ำการรับประทานอาหารไม่ดีอ่อนเพลียเป็นต้น ปกติการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับใบหน้าจะสดใสและขนาดของทั้งสองก็เรียบเนียน การทำงานของไตของผู้ป่วยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในหกเดือนและไม่พบอาการไม่พึงประสงค์

เซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันสำหรับการรักษาหนึ่งครั้งและเพียง 3 เดือนสำหรับการรักษาหนึ่งครั้ง

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันโดยปกติการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาหนึ่งหลักสูตรการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสองครั้งต้องใช้เวลา 8-25 วัน เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาการบำบัดด้วยอาหารและการล้างไตซึ่งต้องใช้การรักษาระยะยาวการบำบัดด้วยสเต็มเซลล์นั้นสั้น

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความเสียหายของไตได้หลายชนิด

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถทำงานได้ตราบใดที่มีความเสียหายต่อเซลล์ไต เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความผิดปกติของไตที่เกิดจาก glomerulonephritis เรื้อรัง, ความเสียหายของไตที่เกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญ, โรคไตหลอดเลือด, โรคไตโรคทางพันธุกรรม, โรคไตติดเชื้อ, โรคระบบ, โรคไตพิษ, อุดกั้นไต ฯลฯ . มันมีประสิทธิภาพสำหรับความผิดปกติของไตในระยะที่ 1, ระยะที่สอง, ระยะที่ III (ไตวาย) และระยะที่สี่ (uremia)

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อกินสลัด

เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นเมนู สลัด เพราะหาซื้อได้ง่าย จะทำเองก็ไม่ยาก สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายตามความชอบของแต่ละคน สลัดจึงกลายเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักเลือกกิน แต่บางคนแม้จะกินสลัดแทบทุกมื้อ น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง นั่นเพราะคุณมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างส่วนประกอบในสลัดของคุณไป ฉะนั้น หากอยากกินสลัดให้ได้ประโยชน์ ดีต่อสุขภาพจริง ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้เสีย

1. กินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไป
โปรตีนเป็นสารอาหารที่คุณไม่ควรมองข้ามเมื่อกินสลัด เพราะนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญ บำรุงผิวและผม แต่หากกินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ กินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ปวดข้อ มีภาวะความดันต่ำ กินมากไปอาจทำให้มีภาวะขาดน้ำ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง เป็นต้น

2. กินผักไม่หลากหลาย
ผักสลัดยอดนิยมอย่างผักกาดแก้ว (iceberg lettuce) มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีสารอาหารอื่นน้อยมาก เมื่อเทียบกับผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง เคล หรือผักกาดชนิดอื่นๆ อย่าง ผักกาดโรเมน ผักกาดหอม ผักกาดหอมใบแดง ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด ที่อุดมไปด้วย โฟเลต วิตามินเอ วิตามิน เค และไฟโตนิวเทรียนท์ สลัดที่ดีจึงควรใส่ผักให้หลากหลายชนิด เพราะการกินผักชนิดเดียว หรือสีเดียว อาจทำให้คุณได้สารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ทั้งยังมีผลการศึกษาที่ระบุว่าผู้ที่กินผักหลากหลายกว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดน้อยกว่าด้วย

3. ใส่ขนมปังกรอบจนพูนจาน
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้บนจานสลัดของใครหลายคนก็คือ ขนมปังกรอบ ของอร่อยที่ทำลายสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี แถมยังมีแคลอรีสูง ขนมปังกรอบ 5 ชิ้น ให้พลังงานประมาณ 30 กิโลแคลอรี และหากเป็นขนมปังกรอบเคลือบชีส หรือเนย อาจให้พลังงานมากกว่านี้ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว หากอยากได้ความกรุบกรอบ ควรเปลี่ยนมาเติมถั่วหรือธัญพืชแทน เช่น วอลนัต ถั่วเหลืองคั่วกรอบ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อหัวใจและระบบประสาท รวมถึงไฟเบอร์ที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารอีกด้วย

4. เติมชีสใน สลัด มากไป
ชีสอุดมไปด้วยแคลเซียมและโปรตีน แต่ก็มีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และแคลอรีสูง การกินแต่ละครั้งจึงไม่ควรเกิน 1-1.5 ออนซ์ (ประมาณ 28-43 กรัม) หรือประมาณลูกเต๋า 2 ลูก และควรเลือกเป็นชีสแบบแข็ง เช่น พาร์มีซานชีส ชีสไขมันต่ำ หรือชีสมังสวิรัติที่ทำด้วยข้าว หรือถั่วเหลืองแทนก็ได้

5. เลือกน้ำสลัดผิดประเภท หรือราดน้ำสลัดจนชุ่ม
น้ำสลัดส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในท้องตลาด มักมีไขมันและแคลอรีสูง น้ำสลัดแบบครีมเพียง 2 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 100-200 กิโลแคลอรี หากใครราดน้ำสลัดจนชุ่มก็ยิ่งทำให้ปริมาณมาณพุ่งสูงขึ้นไปอีก เวลากินสลัดคุณควรเลือกน้ำสลัดสูตรไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือเพิ่มรสชาติด้วยการเหยาะน้ำส้มสายชูจากน้ำองุ่น (balsamic vinegar) หรือบีบน้ำมะนาวแทน หากใครกินสลัดที่ร้านอาหารก็อย่าลืมบอกพนักงานให้แยกน้ำสลัดมาต่างหาก

6. ชอบโรยลูกเกด หรือผลไม้อบแห้ง
ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด แครนเบอรี่อบแห้ง ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกกวาดธรรมชาติ” เพราะถึงแม้จะปราศจากไขมัน แต่ก็เต็มไปด้วยน้ำตาล ลูกเกดปริมาณ ¼ ถ้วย (ประมาณ 40 กรัม) ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรี และมีน้ำตาลถึง 29 กรัมเลยทีเดียว หากคุณอยากเพิ่มรสเปรี้ยวๆ หวานๆ จากผลไม้ในสลัด อาจเลือกใส่ผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอรี่ บลูเบอรี่ แอปเปิลแทนก็ได้