5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬา

การเล่นกีฬานั้นดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ไม่มีใครอยากพบเจอได้เช่นกัน ซึ่งอาการบาดเจ็บที่พบมากในการเล่นกีฬามักเกิดจากแรงกระแทกทั้งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งรู้ได้ทันที บางครั้งรอจนอาการแสดงมากแล้วถึงเพิ่งรู้ตัว ดังนั้นการรู้เท่าทันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬาจะช่วยให้รักษาความเจ็บได้ถูกต้องและทันท่วงที

5 อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬามีดังนี้

1) แพลง เคล็ดจากการบิด
อาการแพลงเกิดขึ้นจากการได้รับแรงปะทะโดยตรง ทำให้ข้อต่อบิด โดยเกิดจากเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มที่ยึดข้อต่อถูกยืดมากเกินไป โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อเท้า ข้อเข่า และฐานข้อต่อของนิ้วหัวแม่มือ ส่วนอาการเคล็ดเกิดจากกล้ามเนื้อที่ถูกยืดมากเกินไปอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อาทิ การขว้างลูกตุ้ม การตีลูกเบสบอล การชกมวย การพุ่งตัว และการหยุดอย่างกระทันหัน

2) ฟกช้ำ
อาการฟกช้ำเกิดจากการกระแทกที่มาจากการเตะ ต่อย หรือกระทบ ทำให้เกิดอาการบวม ห้อเลือด หรือเลือดออกในหลอดเลือด โดยทั่วไปแล้วมักเกิดบริเวณหน้าอก แขน และข้อเข่า ส่วนการฟกช้ำของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการกดทับจะทำให้เซลล์ตายและเกิดแผลเป็น

3) กระดูกหัก
กระดูกหักเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ อาทิ หกล้ม กระดูกหักจากความล้าที่มาจากน้ำหนักเกิน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณซี่โครง กระดูกไหปลาร้า ต้นแขน ข้อมือ กระดูกต้นขา ข้อเท้า และกลางเท้า

4) กระดูกเคลื่อน
กระดูกเคลื่อนเกิดจากแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม อาทิ เมื่อหกล้มแล้วบริเวณข้อต่อกระแทกกับพื้น หรือกระดูกเคลื่อนจากความอ่อนแอของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บหรือการบาดเจ็บเรื้อรังที่ทำให้กระดูกระหว่างข้อต่อเคลื่อนออก ไม่ประสานกัน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณข้อต่อหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อของนิ้วมือ และนิ้วเท้า

5) กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด
กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาดเกิดจากการได้รับแรงกระแทกจากภายนอก การรับน้ำหนักมากเกินไปทันที ทำให้เกิดการปริแตกของไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โดยเฉพาะในกรณีที่เคยได้รับการบาดเจ็บมาก่อน โดยทั่วไปมักเกิดตรงบริเวณเส้นเอ็นไบเซ็ปส์ เอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อต้นขา และเอ็นสะบ้า

เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยา ทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด โดยอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงที่ผู้ป่วยได้รับ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะเป็นผู้วินิจฉัยการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก Arthroscopic Surgery ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว เคลื่อนไหวได้ดี ดังนั้นการรักษากับแพทย์เฉพาะทางและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือ ย่อมช่วยให้กลับมาเล่นกีฬาได้อย่างแข็งแกร่ง พัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่หยุดยั้ง

ใหม่ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่ดีที่สุดในตอนนี้

ใหม่ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้เจอสมุนไพรตัวนี้ เพื่อนำมาให้ท่านได้รู้จักบอกได้ว่าคุ้มที่จะทำความรู้จักอย่างแน่นอน เพราะจริงๆแล้วคนโดยทั่วไปหรือ ชาวบ้านอย่างเราๆ หากมีใครมาถามว่าตับมีหน้าที่อะไร หรือ ตับมีไว้ทำไม เชื่อว่า 99% จะไม่มีใครตอบได้ถูกแน่นอน

ตับเขาเรียกได้ว่าเป็นอวัยวะในร่างกายที่มีน้ำหนักมากที่สุด ภายในร่างกายของเรา ซึ่งตำแหน่งภายในร่างกายของตับนั้นอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง ข้างใต้ของซี่โครงด้านขวา ลองเอาฝ่ามือแปะดูก็จะพอสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตับ โดยหน้าที่หลักของตับเราขอเรียกว่า เป็นโรงงาน เป็นแบตเตอร์รี่ของร่างกายมนุษย์ก็ว่าได้

โดยอาหารทุกอย่างที่เราทานเข้าไปในทุกวันนั้น จะต้องส่งเข้าไปในตับก่อนเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนหรือ ส่งต่อในตับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจำพวกไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี วิตามินซี ต่างๆ เป็นต้น เมื่ออาหารเหล่านั้นที่เราทานเข้าไป ตับจะมีกระบวนการทำให้อาหารเหล่านั้นเหมาะสมกับร่างกายของเรา

จากนั้นตับของเราจะทำการส่งต่อสารอาหารที่แปรรูปแล้วไปยังอวัยวะต่างของร่างกาย เมื่อตับทำการส่งไปแล้ว และสารอาหารต่างๆ ยังเหลือ เช่นพวก คาร์โบไฮเดรต กลูโคล โปรตีนต่างๆ ตับก็จะนำกลับมาเก็บสะสมไว้ เมื่อไหร่ที่ร่างกายต่องการจะใช้ตับก็จะทำการนำออกมาให้ร่างกายได้ใช่ต่อไป พอร่างกายของเราใช้สารอาหารเหล่านี้จนพอแล้ว สารอาหารเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเสีย ก็จะต้องเรียกหาตับ เพื่อให้ตับตรวจดูว่าของเสียเหล่านี้มีประโยชน์อะไรที่สามารถใช้งานได้อีกไหม

เมื่อตับพิจารณาแล้วว่า ของเสียเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตับก็จะขับของเสียเหล่านั้นทิ้งไป ในรูปแบบของน้ำดี ที่เราเคยได้ยินกัน จะมีลักษณะเป็นสีเหลืองๆเขียวๆ โดยน้ำดีนั้นก็มีส่วนสำคัญในการย่อยสลายไขมัน ถ้าหากใครที่น้ำดีมีปัญหาก็มีปัญหาในการย่อยสลายไขมัน ทำให้เกิดเป็นโรคอ้วน เพราะฉะนั้น ตับของเรานั้นสำคัญ สำคัญขนาดไหนเราลองเปรียบเทียบดู ไต ของคนเรามี 2 ข้าง ตับทิ้งไปข้างนึงก็ยังใช้ได้ แต่ถ้าตับของเราหายไปภายใน 3 วัน 7 วัน คนๆนั้นก็จะเสียชีวิต

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังด้วยเทคนิคสมัยใหม่

การรักษาภาวะไตวายเรื้อรังรวมถึงอาหารยาการล้างไตการปลูกถ่ายไตและการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

การบำบัดด้วยอาหาร

การบำบัดด้วยอาหารสามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ แต่อาหารที่มีโปรตีนต่ำในระยะยาวอาจทำให้เกิดการขาดสารอาหารในผู้ป่วย 20% ถึง 50% และการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรุนแรง

ยาที่ใช้รักษา

ในระยะแรกของภาวะไตวายเรื้อรังการรักษาด้วยยาสามารถควบคุมสภาพได้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังต้องทนทุกข์ทรมานจากการทำงานของไตบกพร่องการรักษาด้วยยาจึงควรระมัดระวัง

การบำบัดด้วยการล้างไต, การปลูกถ่ายไต

เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางคลินิกของ uremia ที่ไม่สามารถบรรเทาได้โดยการรักษาเพื่อรักษาชีวิตจำเป็นต้องได้รับการล้างไต การล้างไตคือการสร้างไตเทียมผู้ป่วยเจ็บปวดมากในระหว่างการรักษาและควรล้างไตบ่อยๆ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตนั้นมีราคาแพงและแหล่งไตนั้นหายากซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยอมรับได้ยาก

การรักษาดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีการรักษาพื้นฐานที่ใช้ในอดีตวิธีการเหล่านี้มีผลการรักษาบางอย่าง แต่พวกเขาก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยการพัฒนายาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเต็มที่การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์ทำให้เกิดความหวังใหม่กับผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย

การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์

เซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่มีความแตกต่างที่มีศักยภาพและสามารถแยกความแตกต่างในเซลล์ไตภายใต้เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง เซลล์ต้นกำเนิดจะถูกปลูกถ่ายเข้าไปในไตของผู้ป่วยผ่านการแทรกแซงของหลอดเลือดซึ่งสามารถซ่อมแซมและสร้างเซลล์ไตใหม่และฟื้นฟูการทำงานของไตเพื่อรักษาภาวะไตวายเรื้อรัง

92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่เสื่อมโทรมมานานการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จะควบคุมการพัฒนาของผู้ป่วยก่อนและจากการที่สเตมเซลล์จากการทำงานของไตกลับคืนมาไตวายเรื้อรังอาจลดลงได้อย่างต่อเนื่อง ภาวะไตวายเรื้อรัง การรักษาด้วยยาการล้างไต ฯลฯ สามารถควบคุมกระบวนการบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้และไม่สามารถปรับปรุงการทำงานของไตวายเรื้อรังได้

ตามศูนย์ Cellular Center, 92% ของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ภายใน 5 ปีมีการปรับปรุงที่สำคัญในสภาพของพวกเขา หลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อาการของโรคโลหิตจางอาการบวมน้ำและความดันโลหิตสูงจะหายไปภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์ตัวชี้วัดเช่น creatinine ในเลือดโปรตีนและเลือดลึกลับลดลงอาการบวมน้ำการรับประทานอาหารไม่ดีอ่อนเพลียเป็นต้น ปกติการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับใบหน้าจะสดใสและขนาดของทั้งสองก็เรียบเนียน การทำงานของไตของผู้ป่วยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในหกเดือนและไม่พบอาการไม่พึงประสงค์

เซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันสำหรับการรักษาหนึ่งครั้งและเพียง 3 เดือนสำหรับการรักษาหนึ่งครั้ง

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดใช้เวลาเพียง 10 วันโดยปกติการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาหนึ่งหลักสูตรการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสองครั้งต้องใช้เวลา 8-25 วัน เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาการบำบัดด้วยอาหารและการล้างไตซึ่งต้องใช้การรักษาระยะยาวการบำบัดด้วยสเต็มเซลล์นั้นสั้น

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความเสียหายของไตได้หลายชนิด

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถทำงานได้ตราบใดที่มีความเสียหายต่อเซลล์ไต เซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาความผิดปกติของไตที่เกิดจาก glomerulonephritis เรื้อรัง, ความเสียหายของไตที่เกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญ, โรคไตหลอดเลือด, โรคไตโรคทางพันธุกรรม, โรคไตติดเชื้อ, โรคระบบ, โรคไตพิษ, อุดกั้นไต ฯลฯ . มันมีประสิทธิภาพสำหรับความผิดปกติของไตในระยะที่ 1, ระยะที่สอง, ระยะที่ III (ไตวาย) และระยะที่สี่ (uremia)

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อกินสลัด

เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นเมนู สลัด เพราะหาซื้อได้ง่าย จะทำเองก็ไม่ยาก สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายตามความชอบของแต่ละคน สลัดจึงกลายเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักเลือกกิน แต่บางคนแม้จะกินสลัดแทบทุกมื้อ น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง นั่นเพราะคุณมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างส่วนประกอบในสลัดของคุณไป ฉะนั้น หากอยากกินสลัดให้ได้ประโยชน์ ดีต่อสุขภาพจริง ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้เสีย

1. กินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไป
โปรตีนเป็นสารอาหารที่คุณไม่ควรมองข้ามเมื่อกินสลัด เพราะนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญ บำรุงผิวและผม แต่หากกินโปรตีนมากหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ กินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ปวดข้อ มีภาวะความดันต่ำ กินมากไปอาจทำให้มีภาวะขาดน้ำ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง เป็นต้น

2. กินผักไม่หลากหลาย
ผักสลัดยอดนิยมอย่างผักกาดแก้ว (iceberg lettuce) มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีสารอาหารอื่นน้อยมาก เมื่อเทียบกับผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง เคล หรือผักกาดชนิดอื่นๆ อย่าง ผักกาดโรเมน ผักกาดหอม ผักกาดหอมใบแดง ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด ที่อุดมไปด้วย โฟเลต วิตามินเอ วิตามิน เค และไฟโตนิวเทรียนท์ สลัดที่ดีจึงควรใส่ผักให้หลากหลายชนิด เพราะการกินผักชนิดเดียว หรือสีเดียว อาจทำให้คุณได้สารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ทั้งยังมีผลการศึกษาที่ระบุว่าผู้ที่กินผักหลากหลายกว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดน้อยกว่าด้วย

3. ใส่ขนมปังกรอบจนพูนจาน
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้บนจานสลัดของใครหลายคนก็คือ ขนมปังกรอบ ของอร่อยที่ทำลายสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี แถมยังมีแคลอรีสูง ขนมปังกรอบ 5 ชิ้น ให้พลังงานประมาณ 30 กิโลแคลอรี และหากเป็นขนมปังกรอบเคลือบชีส หรือเนย อาจให้พลังงานมากกว่านี้ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว หากอยากได้ความกรุบกรอบ ควรเปลี่ยนมาเติมถั่วหรือธัญพืชแทน เช่น วอลนัต ถั่วเหลืองคั่วกรอบ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อหัวใจและระบบประสาท รวมถึงไฟเบอร์ที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารอีกด้วย

4. เติมชีสใน สลัด มากไป
ชีสอุดมไปด้วยแคลเซียมและโปรตีน แต่ก็มีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และแคลอรีสูง การกินแต่ละครั้งจึงไม่ควรเกิน 1-1.5 ออนซ์ (ประมาณ 28-43 กรัม) หรือประมาณลูกเต๋า 2 ลูก และควรเลือกเป็นชีสแบบแข็ง เช่น พาร์มีซานชีส ชีสไขมันต่ำ หรือชีสมังสวิรัติที่ทำด้วยข้าว หรือถั่วเหลืองแทนก็ได้

5. เลือกน้ำสลัดผิดประเภท หรือราดน้ำสลัดจนชุ่ม
น้ำสลัดส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในท้องตลาด มักมีไขมันและแคลอรีสูง น้ำสลัดแบบครีมเพียง 2 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 100-200 กิโลแคลอรี หากใครราดน้ำสลัดจนชุ่มก็ยิ่งทำให้ปริมาณมาณพุ่งสูงขึ้นไปอีก เวลากินสลัดคุณควรเลือกน้ำสลัดสูตรไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือเพิ่มรสชาติด้วยการเหยาะน้ำส้มสายชูจากน้ำองุ่น (balsamic vinegar) หรือบีบน้ำมะนาวแทน หากใครกินสลัดที่ร้านอาหารก็อย่าลืมบอกพนักงานให้แยกน้ำสลัดมาต่างหาก

6. ชอบโรยลูกเกด หรือผลไม้อบแห้ง
ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด แครนเบอรี่อบแห้ง ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกกวาดธรรมชาติ” เพราะถึงแม้จะปราศจากไขมัน แต่ก็เต็มไปด้วยน้ำตาล ลูกเกดปริมาณ ¼ ถ้วย (ประมาณ 40 กรัม) ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรี และมีน้ำตาลถึง 29 กรัมเลยทีเดียว หากคุณอยากเพิ่มรสเปรี้ยวๆ หวานๆ จากผลไม้ในสลัด อาจเลือกใส่ผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอรี่ บลูเบอรี่ แอปเปิลแทนก็ได้

มะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ทัน ต้องระวัง

           มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่พบเป็นอันดับ 4 ของผู้ชายไทย และยังพบว่ามีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว “เพิ่มขึ้นทุกปี” จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยง โดยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ร้อยละ 16.72 ส่วนผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี มีโอกาสตรวจเจอมะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50-60 โดยความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และอาจสูงถึงร้อยละ 80 ในผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป

จากการศึกษาพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าประชากรในแถบยุโรป แอฟริกัน และอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือในเมืองใหญ่ของทวีปเอเชียกลับพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น กรุงเทพฯ ฮ่องกง เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร

  •   อายุที่เพิ่มสูงขึ้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มมากขึ้น พบมากในผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี พบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อยกว่า
  •   จากการศึกษารายงานพบว่าคนที่ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์มากนั้นมีโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากสูง จากการสำรวจประชากรประเทศญี่ปุ่นที่ทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่ต่ำ แต่เมื่อศึกษาประชากรญี่ปุ่นที่มีการอพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแอฟริกัน กลับป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเทียบเท่ากับชาวยุโรปและแอฟริกัน ทั้งที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน
  • เปรียบเทียบระหว่างประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีกับประชากรทั่วโลก พบว่าประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าอาจเกี่ยวกับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
  • พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าหากในครอบครัวใดมีพ่อและพี่ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก น้องชายในครอบครัวนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคด้วย

มะเร็งต่อมลูกหมากและวิธีสังเกตตัวเอง

  1. อาการทางปัสสาวะ
  • ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้
  • ปัสสาวะต้องเบ่งนาน และปัสสาวะขัด
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะอ่อนแรง
  • อาจมีอาการปวด แสบ ระหว่างถ่ายปัสสาวะ

2.  มีปัญหาต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

3. มีเลือดปนในปัสสาวะหรือปนกับอสุจิ
4. อาจพบได้ว่ามีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างหรือต้นขา

ทั้งนี้อาการที่กล่าวมาเป็นเพียงวิธีการสังเกตตนเองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่จำเป็นเสมอไปว่าถ้าหากมีอาการดังกล่าวจะต้องป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากบางอาการ เช่น อาการทางปัสสาวะที่ผิดปกติ อาจแสดงถึงอาการต่อมลูกหมากโตธรรมดาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีอาการตามที่กล่าวมาควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการเบื้องต้นของมะเร็งต่อมลูกหมากมักมีอาการของต่อมลูกหมากโตนำมาก่อน

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. คลำก้นเพื่อตรวจดูลักษณะพื้นผิวของต่อมลูกหมาก หากขรุขระหรือแข็งก็อาจเป็นมะเร็งได้
  2. ตรวจดูค่า PSA ถ้าหากพบว่าสูงเกิน 4 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ แต่ค่า PSA ที่สูงก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาการของต่อมลูกหมากโตธรรมดาก็ส่งผลให้ค่า PSA สูงได้เช่นกัน รวมถึงการติดเชื้อหรือเซลล์แตกนั้นส่งผลให้ค่า PSA สูงได้ด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติที่ค่า PSA แพทย์จะทำการติดตามผลต่อไป

มะเร็งต่อมลูกหมากและปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

การแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามีความสัมพันธ์ต่อมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พบว่ามะเร็งต่อมลูกหมากที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศนั้นต้องมีอาการของมะเร็งค่อนข้างมากจนไปกินเส้นประสาทบริเวณองคชาตทำให้การแข็งตัวลดลง

ทั้งนี้ที่พบบ่อยกว่าในเรื่องของการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักเกี่ยวข้องกับอาการของ โรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดมากกว่า พบว่าผู้ป่วยบางรายที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบเลย แต่กลับมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศแทน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็เป็นได้ โดยทั่วไปพบว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่มีปัญหามักมีผลมาจากการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่า อย่างเช่นการผ่าตัด ฉายแสง หรือฝังแร่ ที่อาจทำให้เส้นประสาทที่เลี้ยงองคชาตถูกตัดออกไป จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการแข็งตัว